วันศุกร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2552

จี้แบงก์ชาติคุมบาทเข็นส่งออก บีโอไอสำรวจ500บริษัทงัดแพ็กเกจลดแลกแจกแถม

จัดทำบทความโดย

นางสาว ณิชมน เอี้ยงการ ID4901100036 BA1


เอกชนแนะ ธปท.ดูแลเสถียรภาพค่าเงินบาทเข็นส่งออก เหตุแข็งกว่าคู่แข่งเพื่อนบ้าน เล็งไตรมาสแรกติดลบแน่ ลุ้นออเดอร์หลังตรุษจีน ด้านบีโอไอเร่งสำรวจ 500 บริษัท เงินลงทุนเกิน 500 ล้าน จัดแพ็กเกจลดแลกแจกแถมดูดแหลก นายสมมาต ขุนเศรษฐ รองเลขาธิการสายงานสภาอุตสาหกรรมจังหวัด สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ค่าเงินบาทเฉลี่ย 35 บาทต่อเหรียญสหรัฐ แข็งค่ากว่าประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นคู่แข่งทางการค้าของไทยอย่างเวียดนาม จีน ญี่ปุ่น และมาเลเซีย ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ควรดูแลค่าเงินบาทเพื่อช่วยผู้ส่งออก เพราะการส่งออกเดือน ม.ค.คงติดลบต่อเนื่องจากเดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว เนื่องจากคำสั่งซื้อลดลงตามภาวะเศรษฐกิจโลก"คิดว่าไตรมาส 4 จะเห็นการฟื้นตัวระดับหนึ่ง เนื่องจากต้องดูภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาและยุโรปฟื้นตัวได้เร็วหรือไม่ โดยเฉพาะบารัก โอบามา รับตำแหน่งประธานาธิบดีแล้วจะเรียกความเชื่อมั่นของคนในประเทศได้แค่ไหน ซึ่งน่าจะไปในทิศทางบวกแต่กว่าเห็นผลต้องคงใช้เวลาเป็นปี" นายสมมาตกล่าวนายธนิต โสรัตน์ รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า การส่งออกของไทยในเดือน ธ.ค.ติดลบ 14.6% เนื่องจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวมาก แต่การส่งออกจะกลับมาอีกครั้งหลังตรุษจีน คงต้องติดตามออเดอร์มีมากน้อยเพียงใดซึ่งจะทำให้ประเมินแนวโน้มการส่งออกไตรมาส 2-3 ได้ อย่างไรก็ตาม ไตรมาสแรกคาดว่าการส่งออกของไทยอาจติดลบหรือทรงตัวระดับ 0% เนื่องจากเศรษฐกิจของคู่ค้าหลักๆ ชะลอตัวลงกว่าที่เคยคาดไว้ ทั้งสหรัฐ ญี่ปุ่น ยุโรป นอกจากนี้ตลาดใหม่ๆ เช่น รัสเซีย อินเดีย เริ่มมีปัญหาเช่นกัน โดยอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มการส่งออกไปสหรัฐติดลบในไตรมาสแรก ได้แก่ ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์ อัญมณี เครื่องหนัง แต่อาหารบางประเภทยังไปได้อยู่ เช่น หน่อไม้กระป๋อง ด้านนางอรรชกา ศรีบุญเรือง บริมเบิล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า บีโอไอเตรียมสำรวจบริษัทที่มีเงินลงทุนกว่า 500 ล้านบาท จำนวน 500 แห่ง จะชะลอหรือลงทุนในไทยต่อไปหรือไม่ หลังได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ รวมถึงความต้องการที่อยากให้ภาครัฐช่วยเหลือ เพื่อเสนอคณะกรรมการบีโอไอชุดใหม่ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน จัดทำแผนจูงใจให้เกิดการลงทุนในไทยมากขึ้น เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวอาจส่งผลกระทบแผนลงทุนของภาคเอกชนทั้งนี้ นักลงทุนรายใหญ่เริ่มมีปัญหาสภาพคล่องจนบางส่วนชะลอการลงทุนบ้าง แต่ส่วนใหญ่ยังลงทุนต่อเนื่อง เพราะยังมั่นใจพื้นฐานเศรษฐกิจไทย สิ่งที่ต้องช่วยเหลือคงหนีไม่พ้นเรื่องแหล่งเงินทุน มาตรการภาษี และสิทธิพิเศษอื่น เพื่อให้ยอดขอรับการลงทุนปี 52 เป็นไปตามเป้า 6.5 แสนล้านบาท โดยอุตสาหกรรมความหวังคือเหล็กต้นน้ำที่ต่างชาติหลายรายสนใจ ขณะที่ยานยนต์และปิโตรเคมีคงชะลอตัวนายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวภายหลังหารือกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยว่า รัฐบาลจะทำทุกวิธีในการช่วยเหลือไม่ให้ผู้ประกอบการเลิกจ้างแรงงานไทยและให้ภาคธุรกิจไทยอยู่รอดด้วย โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งจัดทำแผนช่วยเหลือด่วนตามที่สภาหอฯ เสนอ เช่น จัดตั้งสถาบันอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยเพื่อเป็นศูนย์กลางดูแลคุณภาพของวัสดุก่อสร้าง คุณภาพฝีมือแรงงาน และวิชาชีพของวิศวกร สนับสนุนโครงการลงทุนในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนใต้.

ที่มา..http://www.thaipost.net/

คำถามจากบทความ

1.คู่แข่งทางด้านการค้าของไทยที่สำคัญต่อค่าเงินบาทคือประเทศใด.

2.อุสาหกรรมที่มีแนวโน้มการส่งออกไปสหรัฐที่ติดลบไตรมาสแรกได้แก่อุสาหกรรมใด.

3.สิทธิพิเศษที่ยอดขอรับปี52มีเป้าเท่าใด.

วันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2552

ตราสารหนี้คืออะไร

จัดทำบทความโดย
นาย อภินันท์ เกียรติจานนท์ เลขทะเบียน 4901100116

ตราสารหนี้คืออะไร

ตราสารหนี้คืออะไร เพราะเหตุใดจึงควรลงทุนในตราสารหนี้
ตราสารหนี้ที่ออกจำหน่ายในประเทศไทยแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ ตราสารหนี้ภาครัฐและตราสารหนี้ภาคเอกชน
โดยตราสารหนี้ภาครัฐ ประกอบด้วยพันธบัตรรัฐบาลและพันธบัตรรัฐวิสาหกิจ ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่ารวมประมาณร้อยละ 85 ของตลาดตราสารหนี้ในหนี้ในประเทศไทย
ตราสารหนี้ภาครัฐ
1. พันธบัตรรัฐบาล

พันธบัตรรัฐบาลเป็นตราสารหนี้ระยะกลางถึงระยะยาวที่ออกโดยกระทรวงการคลัง มีทั้งหมดสามประเภท ได้แก่ พันธบัตรเพื่อการลงทุน พันธบัตรเพื่อการกู้ยืม และพันธบัตรออมทรัพย์ ตั้งแต่ปี 2534 เป็นต้นมาไม่มีการออกพันธบัตรเพื่อการลงทุนอีก พันธบัตรในตลาดส่วนใหญ่จะเป็นพันธบัตรเพื่อการกู้ยืม ซึ่งออกมาเพื่อแก้ไขภาวะขาดดุลงบประมาณการเงิน ส่วนพันธบัตรออมทรัพย์นั้นเพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกในการออมทรัพย์เพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่ง

2. พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ (SOE)
พันธบัตรรัฐวิสาหกิจเป็นตราสารหนี้ระยะกลางถึงระยะยาวที่ออกโดยรัฐวิสาหกิจ ส่วนใหญ่จะได้รับการค้ำประกันโดยกระทรวงการคลัง

ผลตอบแทนของพันธบัตรจะขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ยของตลาดเงินในขณะนั้น ระดับความเสี่ยง และระยะเวลาครบกำหนดไถ่ถอน โดยปกติ พันธบัตรที่มีอายุคงเหลือยาวจะให้ผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตรรุ่นที่มีอายุคงเหลือสั้น และพันธบัตรรัฐวิสาหกิจที่กระทรวงการคลังไม่ค้ำประกันจะมีผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตรที่กระทรวงการคลังค้ำประกันและพันธบัตรรัฐบาล

ตราสารหนี้ภาคเอกชน
การออกหุ้นกู้ค่อนข้างจะเป็นที่นิยมกันมาก และมักจะขายหมดภายในเวลาไม่กี่วัน
เนื่องจากผู้ที่กู้เงินผ่านตลาดซื้อขายตราสารหนี้ คือบริษัท มิใช่ธนาคาร ดังนั้น ความมั่นคงของเงินกู้จำนวนนั้นจึงขึ้นอยู่กับความมั่งคงของบริษัท โดยไม่มีการประกันทั้งจากธนาคารและรัฐบาล ดังนั้น นักลงทุนจะพบว่าหุ้นกู้มีข้อได้เปรียบพันธบัตรรัฐบาลตรงที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า เนื่องจากมีความเสี่ยงมากกว่า

การลงทุนขั้นต่ำสุดในหุ้นกู้สำหรับนักลงทุนที่เป็นบุคคล ขึ้นอยู่กับว่าเป็นการเสนอขายแก่ประชาชน (Public Offering - P/O) หรือเป็นการเสนอขายแก่บุคคลในวงจำกัด (Private Placement - P/P) หุ้นกู้ที่เสนอขายแก่ประชาชน ท่านสามารถซื้อได้ตั้งแต่หนึ่งหน่วยขึ้นไป (โดยราคาที่ตราต่อหน่วยอาจเป็น 1,000 บาท 10,000 บาท หรือขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของผู้ออกหุ้นกู้) ส่วนการเสนอขายแก่บุคคลในวงจำกัด ต้องซื้อขั้นต่ำ 10 ล้านบาท หรือ 10,000 หน่วย บริษัทต่าง ๆ เริ่มออกตราสารหนี้ในปี 2535 หลังจากมีการตราพระราชบัญญัติคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขให้การออกหุ้นกู้ทำได้ง่ายขึ้น

ประเภทของตราสารหนี้ที่ออกจำหน่าย
เงื่อนไขในการออกหุ้นกู้มีหลายลักษณะ เช่น แบบดอกเบี้ยคงที่ (Straight Fixed) แบบอัตราลอยตัว (FRN) แบบทยอยคืนเงินต้น (Amortizing) และแบบแปลงสภาพได้ (Convertible) สำหรับการเสนอขายในตลาดนั้น ผู้ออกสามารถทำได้ด้วยการเสนอขายให้แก่ประชาชนทั่วไปหรือเสนอขายแก่บุคคลในวงจำกัด โดยผู้ออกตราสารหนี้จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของ กลต. และต้องได้รับการอนุมัติจาก กลต. ก่อนทำการเสนอขาย ส่วนการออกจำหน่ายโดยเสนอขายแบบเฉพาะเจาะจงนั้นจะทำได้โดยตรง โดยสามารถขายให้กับนักลงทุนได้ไม่เกิน 35 คน หรือเสนอขายให้กับผู้ลงทุนที่เป็นสถาบันตามที่ กลต. กำหนดไว้ 17 ประเภท คลิก ที่นี่ เพื่อดูรายละเอียด

การเสนอขายหุ้นกู้นั้นต้องมีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ซึ่งหมายถึงความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ออก ยกเว้นกรณีการออกหุ้นกู้ในจำนวนไม่เกิน 100 ล้านบาท หรือการออกตราสารหนี้ที่จำกัดนักลงทุนจำนวนไม่เกิน 10 คน ไม่จำเป็นต้องมีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ

หากท่านต้องการลงทุนในตราสารหนี้ ควรจะถามตัวเองก่อนว่า "พร้อมที่จะรับความเสี่ยงจากการลงทุนได้มากน้อยแค่ไหน?" ถ้าคำตอบคือน้อยมาก ท่านควรที่จะลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล แต่หากท่านพร้อมที่จะเสี่ยงเพื่อผลตอบแทนที่สูงกว่า การลงทุนในหุ้นกู้ของบริษัทที่อยู่ในอันดับต้น ๆ ก็ย่อมเหมาะสมกว่า

ที่มา: http://www.bangkokbank.com

คำถามจากบทความ

1.พันธบัตรรัฐบาลเป็นตราสารหนี้ระยะกลางถึงระยะยาวที่ออกโดยใคร และมีทั้งหมดกี่ประเภท อะไรบ้าง
2.หุ้นกู้มีข้อได้เปรียบพันธบัตรรัฐบาลตรงที่ใด
3.การเสนอขายหุ้นกู้นั้นต้องมีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ หมายถึงอย่างไร