จัดทำบทความโดย
นางสาว ณิชมน เอี้ยงการ ID4901100036 BA1
เอกชนแนะ ธปท.ดูแลเสถียรภาพค่าเงินบาทเข็นส่งออก เหตุแข็งกว่าคู่แข่งเพื่อนบ้าน เล็งไตรมาสแรกติดลบแน่ ลุ้นออเดอร์หลังตรุษจีน ด้านบีโอไอเร่งสำรวจ 500 บริษัท เงินลงทุนเกิน 500 ล้าน จัดแพ็กเกจลดแลกแจกแถมดูดแหลก นายสมมาต ขุนเศรษฐ รองเลขาธิการสายงานสภาอุตสาหกรรมจังหวัด สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ค่าเงินบาทเฉลี่ย 35 บาทต่อเหรียญสหรัฐ แข็งค่ากว่าประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นคู่แข่งทางการค้าของไทยอย่างเวียดนาม จีน ญี่ปุ่น และมาเลเซีย ซึ่งธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ควรดูแลค่าเงินบาทเพื่อช่วยผู้ส่งออก เพราะการส่งออกเดือน ม.ค.คงติดลบต่อเนื่องจากเดือน ธ.ค.ปีที่แล้ว เนื่องจากคำสั่งซื้อลดลงตามภาวะเศรษฐกิจโลก"คิดว่าไตรมาส 4 จะเห็นการฟื้นตัวระดับหนึ่ง เนื่องจากต้องดูภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาและยุโรปฟื้นตัวได้เร็วหรือไม่ โดยเฉพาะบารัก โอบามา รับตำแหน่งประธานาธิบดีแล้วจะเรียกความเชื่อมั่นของคนในประเทศได้แค่ไหน ซึ่งน่าจะไปในทิศทางบวกแต่กว่าเห็นผลต้องคงใช้เวลาเป็นปี" นายสมมาตกล่าวนายธนิต โสรัตน์ รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า การส่งออกของไทยในเดือน ธ.ค.ติดลบ 14.6% เนื่องจากเศรษฐกิจโลกชะลอตัวมาก แต่การส่งออกจะกลับมาอีกครั้งหลังตรุษจีน คงต้องติดตามออเดอร์มีมากน้อยเพียงใดซึ่งจะทำให้ประเมินแนวโน้มการส่งออกไตรมาส 2-3 ได้ อย่างไรก็ตาม ไตรมาสแรกคาดว่าการส่งออกของไทยอาจติดลบหรือทรงตัวระดับ 0% เนื่องจากเศรษฐกิจของคู่ค้าหลักๆ ชะลอตัวลงกว่าที่เคยคาดไว้ ทั้งสหรัฐ ญี่ปุ่น ยุโรป นอกจากนี้ตลาดใหม่ๆ เช่น รัสเซีย อินเดีย เริ่มมีปัญหาเช่นกัน โดยอุตสาหกรรมที่มีแนวโน้มการส่งออกไปสหรัฐติดลบในไตรมาสแรก ได้แก่ ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ ชิ้นส่วนยานยนต์ อัญมณี เครื่องหนัง แต่อาหารบางประเภทยังไปได้อยู่ เช่น หน่อไม้กระป๋อง ด้านนางอรรชกา ศรีบุญเรือง บริมเบิล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า บีโอไอเตรียมสำรวจบริษัทที่มีเงินลงทุนกว่า 500 ล้านบาท จำนวน 500 แห่ง จะชะลอหรือลงทุนในไทยต่อไปหรือไม่ หลังได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอ รวมถึงความต้องการที่อยากให้ภาครัฐช่วยเหลือ เพื่อเสนอคณะกรรมการบีโอไอชุดใหม่ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน จัดทำแผนจูงใจให้เกิดการลงทุนในไทยมากขึ้น เนื่องจากปัญหาเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวอาจส่งผลกระทบแผนลงทุนของภาคเอกชนทั้งนี้ นักลงทุนรายใหญ่เริ่มมีปัญหาสภาพคล่องจนบางส่วนชะลอการลงทุนบ้าง แต่ส่วนใหญ่ยังลงทุนต่อเนื่อง เพราะยังมั่นใจพื้นฐานเศรษฐกิจไทย สิ่งที่ต้องช่วยเหลือคงหนีไม่พ้นเรื่องแหล่งเงินทุน มาตรการภาษี และสิทธิพิเศษอื่น เพื่อให้ยอดขอรับการลงทุนปี 52 เป็นไปตามเป้า 6.5 แสนล้านบาท โดยอุตสาหกรรมความหวังคือเหล็กต้นน้ำที่ต่างชาติหลายรายสนใจ ขณะที่ยานยนต์และปิโตรเคมีคงชะลอตัวนายชาญชัย ชัยรุ่งเรือง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวภายหลังหารือกับสภาหอการค้าแห่งประเทศไทยว่า รัฐบาลจะทำทุกวิธีในการช่วยเหลือไม่ให้ผู้ประกอบการเลิกจ้างแรงงานไทยและให้ภาคธุรกิจไทยอยู่รอดด้วย โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งจัดทำแผนช่วยเหลือด่วนตามที่สภาหอฯ เสนอ เช่น จัดตั้งสถาบันอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยเพื่อเป็นศูนย์กลางดูแลคุณภาพของวัสดุก่อสร้าง คุณภาพฝีมือแรงงาน และวิชาชีพของวิศวกร สนับสนุนโครงการลงทุนในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดนใต้.
ที่มา..http://www.thaipost.net/
คำถามจากบทความ
1.คู่แข่งทางด้านการค้าของไทยที่สำคัญต่อค่าเงินบาทคือประเทศใด.
2.อุสาหกรรมที่มีแนวโน้มการส่งออกไปสหรัฐที่ติดลบไตรมาสแรกได้แก่อุสาหกรรมใด.
3.สิทธิพิเศษที่ยอดขอรับปี52มีเป้าเท่าใด.
วันศุกร์ที่ 23 มกราคม พ.ศ. 2552
วันอาทิตย์ที่ 11 มกราคม พ.ศ. 2552
ตราสารหนี้คืออะไร
จัดทำบทความโดย
นาย อภินันท์ เกียรติจานนท์ เลขทะเบียน 4901100116
ตราสารหนี้คืออะไร
ตราสารหนี้คืออะไร เพราะเหตุใดจึงควรลงทุนในตราสารหนี้
ตราสารหนี้ที่ออกจำหน่ายในประเทศไทยแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ ตราสารหนี้ภาครัฐและตราสารหนี้ภาคเอกชน
โดยตราสารหนี้ภาครัฐ ประกอบด้วยพันธบัตรรัฐบาลและพันธบัตรรัฐวิสาหกิจ ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่ารวมประมาณร้อยละ 85 ของตลาดตราสารหนี้ในหนี้ในประเทศไทย
ตราสารหนี้ภาครัฐ
1. พันธบัตรรัฐบาล
พันธบัตรรัฐบาลเป็นตราสารหนี้ระยะกลางถึงระยะยาวที่ออกโดยกระทรวงการคลัง มีทั้งหมดสามประเภท ได้แก่ พันธบัตรเพื่อการลงทุน พันธบัตรเพื่อการกู้ยืม และพันธบัตรออมทรัพย์ ตั้งแต่ปี 2534 เป็นต้นมาไม่มีการออกพันธบัตรเพื่อการลงทุนอีก พันธบัตรในตลาดส่วนใหญ่จะเป็นพันธบัตรเพื่อการกู้ยืม ซึ่งออกมาเพื่อแก้ไขภาวะขาดดุลงบประมาณการเงิน ส่วนพันธบัตรออมทรัพย์นั้นเพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกในการออมทรัพย์เพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่ง
2. พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ (SOE)
พันธบัตรรัฐวิสาหกิจเป็นตราสารหนี้ระยะกลางถึงระยะยาวที่ออกโดยรัฐวิสาหกิจ ส่วนใหญ่จะได้รับการค้ำประกันโดยกระทรวงการคลัง
ผลตอบแทนของพันธบัตรจะขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ยของตลาดเงินในขณะนั้น ระดับความเสี่ยง และระยะเวลาครบกำหนดไถ่ถอน โดยปกติ พันธบัตรที่มีอายุคงเหลือยาวจะให้ผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตรรุ่นที่มีอายุคงเหลือสั้น และพันธบัตรรัฐวิสาหกิจที่กระทรวงการคลังไม่ค้ำประกันจะมีผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตรที่กระทรวงการคลังค้ำประกันและพันธบัตรรัฐบาล
ตราสารหนี้ภาคเอกชน
การออกหุ้นกู้ค่อนข้างจะเป็นที่นิยมกันมาก และมักจะขายหมดภายในเวลาไม่กี่วัน
เนื่องจากผู้ที่กู้เงินผ่านตลาดซื้อขายตราสารหนี้ คือบริษัท มิใช่ธนาคาร ดังนั้น ความมั่นคงของเงินกู้จำนวนนั้นจึงขึ้นอยู่กับความมั่งคงของบริษัท โดยไม่มีการประกันทั้งจากธนาคารและรัฐบาล ดังนั้น นักลงทุนจะพบว่าหุ้นกู้มีข้อได้เปรียบพันธบัตรรัฐบาลตรงที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า เนื่องจากมีความเสี่ยงมากกว่า
การลงทุนขั้นต่ำสุดในหุ้นกู้สำหรับนักลงทุนที่เป็นบุคคล ขึ้นอยู่กับว่าเป็นการเสนอขายแก่ประชาชน (Public Offering - P/O) หรือเป็นการเสนอขายแก่บุคคลในวงจำกัด (Private Placement - P/P) หุ้นกู้ที่เสนอขายแก่ประชาชน ท่านสามารถซื้อได้ตั้งแต่หนึ่งหน่วยขึ้นไป (โดยราคาที่ตราต่อหน่วยอาจเป็น 1,000 บาท 10,000 บาท หรือขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของผู้ออกหุ้นกู้) ส่วนการเสนอขายแก่บุคคลในวงจำกัด ต้องซื้อขั้นต่ำ 10 ล้านบาท หรือ 10,000 หน่วย บริษัทต่าง ๆ เริ่มออกตราสารหนี้ในปี 2535 หลังจากมีการตราพระราชบัญญัติคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขให้การออกหุ้นกู้ทำได้ง่ายขึ้น
ประเภทของตราสารหนี้ที่ออกจำหน่าย
เงื่อนไขในการออกหุ้นกู้มีหลายลักษณะ เช่น แบบดอกเบี้ยคงที่ (Straight Fixed) แบบอัตราลอยตัว (FRN) แบบทยอยคืนเงินต้น (Amortizing) และแบบแปลงสภาพได้ (Convertible) สำหรับการเสนอขายในตลาดนั้น ผู้ออกสามารถทำได้ด้วยการเสนอขายให้แก่ประชาชนทั่วไปหรือเสนอขายแก่บุคคลในวงจำกัด โดยผู้ออกตราสารหนี้จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของ กลต. และต้องได้รับการอนุมัติจาก กลต. ก่อนทำการเสนอขาย ส่วนการออกจำหน่ายโดยเสนอขายแบบเฉพาะเจาะจงนั้นจะทำได้โดยตรง โดยสามารถขายให้กับนักลงทุนได้ไม่เกิน 35 คน หรือเสนอขายให้กับผู้ลงทุนที่เป็นสถาบันตามที่ กลต. กำหนดไว้ 17 ประเภท คลิก ที่นี่ เพื่อดูรายละเอียด
การเสนอขายหุ้นกู้นั้นต้องมีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ซึ่งหมายถึงความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ออก ยกเว้นกรณีการออกหุ้นกู้ในจำนวนไม่เกิน 100 ล้านบาท หรือการออกตราสารหนี้ที่จำกัดนักลงทุนจำนวนไม่เกิน 10 คน ไม่จำเป็นต้องมีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ
หากท่านต้องการลงทุนในตราสารหนี้ ควรจะถามตัวเองก่อนว่า "พร้อมที่จะรับความเสี่ยงจากการลงทุนได้มากน้อยแค่ไหน?" ถ้าคำตอบคือน้อยมาก ท่านควรที่จะลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล แต่หากท่านพร้อมที่จะเสี่ยงเพื่อผลตอบแทนที่สูงกว่า การลงทุนในหุ้นกู้ของบริษัทที่อยู่ในอันดับต้น ๆ ก็ย่อมเหมาะสมกว่า
ที่มา: http://www.bangkokbank.com
คำถามจากบทความ
1.พันธบัตรรัฐบาลเป็นตราสารหนี้ระยะกลางถึงระยะยาวที่ออกโดยใคร และมีทั้งหมดกี่ประเภท อะไรบ้าง
2.หุ้นกู้มีข้อได้เปรียบพันธบัตรรัฐบาลตรงที่ใด
3.การเสนอขายหุ้นกู้นั้นต้องมีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ หมายถึงอย่างไร
นาย อภินันท์ เกียรติจานนท์ เลขทะเบียน 4901100116
ตราสารหนี้คืออะไร
ตราสารหนี้คืออะไร เพราะเหตุใดจึงควรลงทุนในตราสารหนี้
ตราสารหนี้ที่ออกจำหน่ายในประเทศไทยแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่ ตราสารหนี้ภาครัฐและตราสารหนี้ภาคเอกชน
โดยตราสารหนี้ภาครัฐ ประกอบด้วยพันธบัตรรัฐบาลและพันธบัตรรัฐวิสาหกิจ ซึ่งปัจจุบันมีมูลค่ารวมประมาณร้อยละ 85 ของตลาดตราสารหนี้ในหนี้ในประเทศไทย
ตราสารหนี้ภาครัฐ
1. พันธบัตรรัฐบาล
พันธบัตรรัฐบาลเป็นตราสารหนี้ระยะกลางถึงระยะยาวที่ออกโดยกระทรวงการคลัง มีทั้งหมดสามประเภท ได้แก่ พันธบัตรเพื่อการลงทุน พันธบัตรเพื่อการกู้ยืม และพันธบัตรออมทรัพย์ ตั้งแต่ปี 2534 เป็นต้นมาไม่มีการออกพันธบัตรเพื่อการลงทุนอีก พันธบัตรในตลาดส่วนใหญ่จะเป็นพันธบัตรเพื่อการกู้ยืม ซึ่งออกมาเพื่อแก้ไขภาวะขาดดุลงบประมาณการเงิน ส่วนพันธบัตรออมทรัพย์นั้นเพื่อให้ประชาชนมีทางเลือกในการออมทรัพย์เพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่ง
2. พันธบัตรรัฐวิสาหกิจ (SOE)
พันธบัตรรัฐวิสาหกิจเป็นตราสารหนี้ระยะกลางถึงระยะยาวที่ออกโดยรัฐวิสาหกิจ ส่วนใหญ่จะได้รับการค้ำประกันโดยกระทรวงการคลัง
ผลตอบแทนของพันธบัตรจะขึ้นอยู่กับอัตราดอกเบี้ยของตลาดเงินในขณะนั้น ระดับความเสี่ยง และระยะเวลาครบกำหนดไถ่ถอน โดยปกติ พันธบัตรที่มีอายุคงเหลือยาวจะให้ผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตรรุ่นที่มีอายุคงเหลือสั้น และพันธบัตรรัฐวิสาหกิจที่กระทรวงการคลังไม่ค้ำประกันจะมีผลตอบแทนสูงกว่าพันธบัตรที่กระทรวงการคลังค้ำประกันและพันธบัตรรัฐบาล
ตราสารหนี้ภาคเอกชน
การออกหุ้นกู้ค่อนข้างจะเป็นที่นิยมกันมาก และมักจะขายหมดภายในเวลาไม่กี่วัน
เนื่องจากผู้ที่กู้เงินผ่านตลาดซื้อขายตราสารหนี้ คือบริษัท มิใช่ธนาคาร ดังนั้น ความมั่นคงของเงินกู้จำนวนนั้นจึงขึ้นอยู่กับความมั่งคงของบริษัท โดยไม่มีการประกันทั้งจากธนาคารและรัฐบาล ดังนั้น นักลงทุนจะพบว่าหุ้นกู้มีข้อได้เปรียบพันธบัตรรัฐบาลตรงที่มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่า เนื่องจากมีความเสี่ยงมากกว่า
การลงทุนขั้นต่ำสุดในหุ้นกู้สำหรับนักลงทุนที่เป็นบุคคล ขึ้นอยู่กับว่าเป็นการเสนอขายแก่ประชาชน (Public Offering - P/O) หรือเป็นการเสนอขายแก่บุคคลในวงจำกัด (Private Placement - P/P) หุ้นกู้ที่เสนอขายแก่ประชาชน ท่านสามารถซื้อได้ตั้งแต่หนึ่งหน่วยขึ้นไป (โดยราคาที่ตราต่อหน่วยอาจเป็น 1,000 บาท 10,000 บาท หรือขึ้นอยู่กับข้อกำหนดของผู้ออกหุ้นกู้) ส่วนการเสนอขายแก่บุคคลในวงจำกัด ต้องซื้อขั้นต่ำ 10 ล้านบาท หรือ 10,000 หน่วย บริษัทต่าง ๆ เริ่มออกตราสารหนี้ในปี 2535 หลังจากมีการตราพระราชบัญญัติคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ซึ่งได้เปลี่ยนแปลงเงื่อนไขให้การออกหุ้นกู้ทำได้ง่ายขึ้น
ประเภทของตราสารหนี้ที่ออกจำหน่าย
เงื่อนไขในการออกหุ้นกู้มีหลายลักษณะ เช่น แบบดอกเบี้ยคงที่ (Straight Fixed) แบบอัตราลอยตัว (FRN) แบบทยอยคืนเงินต้น (Amortizing) และแบบแปลงสภาพได้ (Convertible) สำหรับการเสนอขายในตลาดนั้น ผู้ออกสามารถทำได้ด้วยการเสนอขายให้แก่ประชาชนทั่วไปหรือเสนอขายแก่บุคคลในวงจำกัด โดยผู้ออกตราสารหนี้จะต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขของ กลต. และต้องได้รับการอนุมัติจาก กลต. ก่อนทำการเสนอขาย ส่วนการออกจำหน่ายโดยเสนอขายแบบเฉพาะเจาะจงนั้นจะทำได้โดยตรง โดยสามารถขายให้กับนักลงทุนได้ไม่เกิน 35 คน หรือเสนอขายให้กับผู้ลงทุนที่เป็นสถาบันตามที่ กลต. กำหนดไว้ 17 ประเภท คลิก ที่นี่ เพื่อดูรายละเอียด
การเสนอขายหุ้นกู้นั้นต้องมีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ ซึ่งหมายถึงความสามารถในการชำระหนี้ของผู้ออก ยกเว้นกรณีการออกหุ้นกู้ในจำนวนไม่เกิน 100 ล้านบาท หรือการออกตราสารหนี้ที่จำกัดนักลงทุนจำนวนไม่เกิน 10 คน ไม่จำเป็นต้องมีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ
หากท่านต้องการลงทุนในตราสารหนี้ ควรจะถามตัวเองก่อนว่า "พร้อมที่จะรับความเสี่ยงจากการลงทุนได้มากน้อยแค่ไหน?" ถ้าคำตอบคือน้อยมาก ท่านควรที่จะลงทุนในพันธบัตรรัฐบาล แต่หากท่านพร้อมที่จะเสี่ยงเพื่อผลตอบแทนที่สูงกว่า การลงทุนในหุ้นกู้ของบริษัทที่อยู่ในอันดับต้น ๆ ก็ย่อมเหมาะสมกว่า
ที่มา: http://www.bangkokbank.com
คำถามจากบทความ
1.พันธบัตรรัฐบาลเป็นตราสารหนี้ระยะกลางถึงระยะยาวที่ออกโดยใคร และมีทั้งหมดกี่ประเภท อะไรบ้าง
2.หุ้นกู้มีข้อได้เปรียบพันธบัตรรัฐบาลตรงที่ใด
3.การเสนอขายหุ้นกู้นั้นต้องมีการจัดอันดับความน่าเชื่อถือ หมายถึงอย่างไร
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
