วันอังคารที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2551

สามเส้าเศรษฐกิจ จีน-อินเดีย-สหรัฐฯ

จัดทำบทความโดย
นายพีรวัฒน์ ผ่องพัฒน์ เลขทะเบียน 4901100055
คณะบริหารธุรกิจ สาขาการตลาด

จีนและอินเดียเป็นดาวรุ่ง และถ้ามองไกลต่อไปอีก 10 ปี (ค.ศ. 2015) จีนอาจกลายเป็นยักษ์ใหญ่ในเศรษฐกิจโลกโดยมีอินเดียตามมาติดๆ แล้วสหรัฐฯจะยืนอยู่ตรงไหน ? นาย Paul Craig Roberts นักวิชาการอาวุโสของ Hoover Institution บอกว่าสหรัฐฯกำลังก้าวลงบันไดกลายเป็น "ประเทศในโลกที่สาม" การแข่งขันรุกคืบของจีนและอินเดียหรือพูดรวมๆว่ายักษ์ใหญ่ของเอเชีย เป็นเรื่องที่ไม่มีใครปฏิเสธว่ารุดหน้ายิ่งขึ้นทุกวัน ทำให้คนอเมริกันจำนวนไม่น้อยไม่ค่อยสบายใจ เพราะมองว่ามีผลกระทบแรงต่อสหรัฐฯ ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา การจ้างงานในภาคการผลิตของสหรัฐฯลดหายไปถึง 3 ล้านที่นั่ง และอีก 6 ล้านที่นั่งก็อาจจะหายไปในระยะ 10 ปีข้างหน้า ขณะนี้ตัวเลขที่สหรัฐฯขาดดุลการค้ากับจีนเพิ่มขึ้นปีละ 20 % ถ้าสถานการณ์ยังไม่เปลี่ยน ตัวเลขขาดดุลจะสูงถึงเลขหลักล้านล้านเหรียญฯในปี ค.ศ. 2015 นิตยสาร Business Week มีบทความเกี่ยวกับเศรษฐกิจสามเส้านี้ โดยมองแง่ดีว่าเศรษฐกิจโลกน่าจะอยู่ในช่วงเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลงที่จะพลิกรูปแบบการค้าในปัจจุบันอย่างไม่หวลกลับ และการที่จีนและอินเดียขึ้นบันไดเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจจะมีทั้งผลดีและผลเสียต่อสหรัฐฯ แต่รวมแล้วผลดีจะมากกว่า เพราะคนอเมริกันที่เป็นผู้บริโภคจะได้รับประโยชน์จากการที่มีสินค้าและบริการราคาถูกให้เลือกเต็มตลาด คนที่ถือหุ้นบริษัทข้ามชาติที่มีสถานะดีก็จะได้กำไรสูงขึ้น คนที่เป็นลูกจ้างในภาคธุรกิจส่งออกก็จะได้ประโยชน์เช่นกันเพราะทั้งจีนและอินเดียจะรวยขึ้นและบริโภคสินค้าและบริการสไตล์ตะวันตกมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ผลเสียก็จะตกหนักที่แรงงานระดับล่าง ผู้มีการศึกษาน้อย หรือมีความสามารถน้อยในการปรับตัวตามไม่ทันโลก แม้แต่คนอเมริกันที่เป็นแรงงานผู้ให้บริการในระดับสูง เช่น ช่างเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์และนักวิเคราะห์ด้านการเงิน ก็อาจจะได้รับผลกระทบด้วย เพราะยักษ์ใหญ่ของเอเชียก็มุ่งเป้าที่ธุรกิจซึ่งสหรัฐฯเป็นผู้นำอยู่ โดยเสนอสินค้าและบริการที่ราคาถูกเข้ามาแข่งขัน อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯคงจะไม่ผลิตน้อยกว่าการบริโภคไปตลอดกาล ความเปลี่ยนแปลงทางดีในสหรัฐฯเริ่มจะตั้งเค้าให้เห็น จากการที่ตัวเลขขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ ลดลงในช่วง ไตรมาสที่สอง (เมษายน-มิถุนายน) ของปีนี้ ทำให้ GDP เติบโตประมาณ 1.6% นับว่าเป็นผลพวงจากการค้าที่ใหญ่ที่สุดที่ส่งผลต่อความเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯนับตั้งแต่ปี 1996 จีนและอินเดียจะบริโภคสินค้าและบริการจากสหรัฐฯและจากประเทศอื่นๆมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีกำลังซื้อมากขึ้นและจะปรับเปลี่ยนจากการดันเศรษฐกิจให้โตด้วยการส่งออก มาเป็น การตอบสนองความต้องการบริโภคในประเทศมากขึ้น รัฐบาลจีนจะใช้จ่ายเงินงบประมาณมากขึ้นในด้านการดูแลสุขภาพและที่อยู่อาศัยของประชาชน รวมทั้งสิ่งแวดล้อม และจ่ายน้อยลงในด้านการผลิตเหล็กและเคมีภัณฑ์ ปัจจุบัน จีนใช้งบประมาณในการดูแลสุขภาพของประชาชนเพียงหนึ่งในสามที่สหรัฐฯใช้จ่าย จึงยังจะต้องใช้จ่ายในด้านนี้อีกมาก ส่วนรัฐบาลอินเดียก็จะหันใช้จ่ายเงินในการแก้ไขปัญหาความยากจนมากขึ้น เท่ากับเป็นโอกาสใหม่ที่เปิดสำหรับสินค้าและบริการของสหรัฐฯ โอกาสดังกล่าวนี้ก็เริ่มจะปรากฏชัดขึ้นแล้วจีนกำลังพัฒนาประเทศให้ทันสมัย จึงมีความต้องการสินค้าไฮเทคที่สหรัฐฯครองตลาดอยู่มากขึ้น สินค้าไฮเทคมีสัดส่วนถึง 22 % ของมูลค่าที่สหรัฐฯส่งออกไปจีนเมื่อปีที่แล้ว ส่วนเกษตรกรอเมริกันก็เป็นฝ่ายที่ได้รับประโยชน์ที่ชัดเจนที่สุดกลุ่มหนึ่ง ในช่วงปี 2000-2004 การส่งออกสินค้าเกษตรของสหรัฐฯไปจีนเพิ่มขึ้นสามเท่าตัวถึงระดับ 5,500 ล้านเหรียญฯ การส่งออกไปอินเดียก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน นอกจากนี้วัฒนธรรมสหรัฐฯที่แทรกในสินค้าส่งออกอย่างเช่นภาพยนตร์และเพลง ก็ได้รับความนิยมอย่างสูงในจีนและอินเดีย ในด้านการเงินนั้น American Express Co. บริษัทยักษ์ใหญ่ของอเมริกัน ก็ตั้งเป้าหมายที่จะให้บริการขั้นสูงในหลายด้าน ตั้งแต่การจำนองอสังหาริมทรัพย์ไปจนถึงการวางแผนการเงินหลังเกษียณ แต่ขณะเดียวกันกับที่จีนและอินเดียสร้างโอกาสให้ สองประเทศนี้ก็สร้างผลกระทบไปพร้อมกันด้วย ตัวอย่างของบริษัทที่ปิดตัวลงเพราะแข่งขันสู้จีนและอินเดียไม่ได้นั้นมีอยู่มากมาย นักเศรษฐศาสตร์รายหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่าสหรัฐฯจะได้รับประโยชน์อย่างมากจากการค้า หากสหรัฐฯและประเทศคู่ค้ามีความเชี่ยวชาญต่างสาขากัน ปัญหาก็คือจีนและอินเดียกำลังมุ่งพัฒนาในสาขาที่สหรัฐฯมีความเชี่ยวชาญอยู่แล้ว โดยเฉพาะสาขาไฮเทค จึงกลายเป็นว่าสหรัฐฯจะต้องแข่งขันกับสองยักษ์ใหญ่ของเอเชียในสาขาเหล่านี้ ประโยชน์ที่จะได้รับก็หดหาย และนักวิทยาศาสตร์ระดับนำของ IBM รายหนึ่งก็ตอกย้ำอีกว่า สถานการณ์อาจจะเลวร้ายไปกว่านั้นด้วย เพราะการศึกษาของเขามีผลสรุปว่าอุตสาหกรรม outsourcing ของประเทศที่ร่ำรวยอย่างสหรัฐฯอาจแพ้คู่แข่งจากประเทศที่ยากจนกว่าแต่กำลังตีกระเตื้องอย่างจีนและอินเดีย เขาเห็นว่าการพ่ายแพ้ของอุตสาหกรรมหนึ่งจะเป็นสิ่งดีสำหรับประเทศคู่ค้าและดีสำหรับสหรัฐฯด้วย ตราบเท่าที่ประเทศคู่ค้ามีระดับการพัฒนาต่ำกว่ามาก แต่ถ้าประเทศคู่ค้าพัฒนาเศรษฐกิจก้าวหน้าไปมากขึ้น ก็จะไม่ส่งผลดีต่อสหรัฐฯ ความเห็นนี้ยังเป็นความเห็นของคนกลุ่มน้อยอยู่ แต่ก็เริ่มส่อถึงความเป็นไปได้ แต่ทั้งสองรายนี้เห็นตรงกันว่า สหรัฐฯยังสามารถก้าวหน้าไปได้ หากสร้างสรรค์นวัตกรรมหรืออุตสาหกรรมใหม่ที่ทำให้สหรัฐฯเดินนำหน้าจีนและอินเดีย

ที่มา:http://www.ftawatch.org/news/view.php?id=5416

คำถามจากบทความ
1. เศรษฐกิจ สามเส้าหมายถึงประเทศใดบ้าง
2. ใครเป็นคนบอกกว่าสหรัฐฯกำลังก้าวลงบันไดเป็นประเทศในโลกที่สาม
3. สหรัฐฯจะขาดดุลสูงเกินเลขหลักล้านล้านเหรียญ ถ้าสถานะการณ์ยังไม่เปลี่ยนแปลงในปีใด

วันอาทิตย์ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

Hamburger Crisis VS Tom Yum Kung Crisis

จัดทำบทความโดย
น.ส. วารุณี จำเริญทรัพย์ เลขทะเบียน 4901100062
คณะบริหารธุรกิจ สาขาการตลาด


วัฒนธรรมการเก็งกำไร ทำมาหากินด้วยหลักการ เงินต่อเงิน ไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มของเศรษฐกิจที่แท้จริง มันย่อมถึงวันล่มสลาย
Tom Yum Kung Crisis
เมื่อปี 2540 พวกเราคงจำได้ว่า ประเทศไทย เคยเกิดวิกฤติที่เราเรียกว่า วิกฤติต้มยำกุ้ง (Tom Yum Kung Crisis) จุดศุนย์กลางแหล่งกำเนิดวิกฤติ อยู่ที่ประเทศไทยของเรานี่เอง ตอนนั้น เศรษฐกิจของประเทศไทยดีมากๆ ตลาดหุ้นขึ้นไปถึง 1500 จุด เรียกว่า ตลาดกระทิง เลย กำลังเริงร่า กับการเก็งกำไร มีการเปิด BIBF ทำให้เงินจากต่างประเทศไหลเข้ามาเพื่อลงทุน ทั้งระยะสั้นระยะยาวมหาศาล เจ้าของกิจการ บริษัท สามารถกู้เงินจากต่างประเทศได้ในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำมาก จนบางคนหัวใส แทนที่จะนำเงินเหล่านั้น มาลงทุนสร้างมูลค่าเพิ่มสินค้า กลับมาลงทุนในตลาดหุ้น เก็งกำไร อสังหาริมทรัพย์ จนราคาบ้านที่ดิน เป็นทองคำกันเลยในเวลานั้น แถมบางคนบอกว่า เอา เงินกู้ไปฝากแบงค์ยังได้กำไรเลย แต่ทุนนิยม วัฒนธรรมการเก็งกำไร ทำมาหากินด้วยหลักการ เงินต่อเงิน ไม่ได้สร้างมูลค่าเพิ่มของเศรษฐกิจที่แท้จริง มันย่อมถึงวันล่มสลาย ประเทศไทยถูกกองทุน Hedge Funds เข้ามาเก็งกำไรค่าเงินบาท เพราะมองว่า ค่าเงินบาทแข็งเกินพื้นฐานความเป็นจริง เพราะเศรษฐกิจที่ดูดีนั้น เป็นภาพลวง เป็นสิ่งที่สร้างขึ้นจากกระบวนการเก็งกำไร เงินต่อเงิน อสังหาริมทรัพย์ถูกสร้างขึ้นมารองรับ Demand เทียม เพื่อการเก็งกำไรอย่างมากมาย และก็ถึงวันที่เราล้มลง ค่าเงินบาทอ่อนยวบ คนกู้เงินต่างประเทศมา มีหนี้เพิ่มเป็นสองเท่าชั่วข้ามวัน ไม่มีความสามารถในการใช้หนี้ ถูกเจ้าหนี้เรียกเงินคืน จนล้มละลายกันมากมาย มนุษย์ทองคำ หรือนักการเงิน ที่มีรายได้สูงลิ่วในเวลานั้น ตกงานกันมหาศาล สถาบันการเงิน ล้มระเนระนาด จนเราต้องวิ่งเข้าหากองทุน IMFถุกสั่งให้ปล่อยสถาบันการเงินเหล่านั้นล้มลงไป เพราะ IMF บอกว่าการไปอุ้มเป็น Moral Hazard ผิดหลักการค้าเสรี จะไม่มีใครมาช่วยกู้วิกฤติ เราจึงต้องปล่อยสถาบันการเงินล้มหายตายจาก ขายทรัพย์สินราคาถูกๆ สร้างความเสียหายมากมาย ผลกระทบขยายตัวไป ประเทศข้างเคียงในภูมิภาค เกาหลี โดน วิกฤติจากไทย เป็น วิกฤติกิมจิ ไป ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ล้มระนาวตามกันมา โดยเฉพาะอินโดนีเซีย เกิดจลาจล ในประเทศเลยทีเดียว

Hamburger Crisis
Hamburger Crisis ตอนนี้ ที่มาที่ไป ไม่ได้แตกต่างกันกับวิกฤติต้มยำกุ้งเมื่อ 11 ปี เลยการเก็งกำไร การลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ มันเหมือน copy กันมายังไงยังงั๊น ไม่นึกว่า อเมริกันชน ต้นแบบทุนเสรีนิยม จะมาเลียนแบบสิ่งที่ผิดพลาดจากประเทศไทย ทำให้เกิดวิกฤติส่งผลกระทบไปทั่วโลกในตอนนี้ ความต่างในความเหมือน ระหว่าง Hamburger & Tom Yum Kung Crisis แม้ที่มาของ Hamburger Crisis จะคล้ายๆกับ วิกฤติ ต้มยำกุ้ง ที่มาจากการเก็งกำไร การไม่มีวินัยทางการเงิน ความไม่พอเพียง แต่ก็มีความต่างในความเหมือน เช่นกัน การเกิด Hamburger Crisis นั้น เนื่องจากสหรัฐมีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ และเครือข่ายทางการค้า การเงิน เชื่อมโยงกันทั่วโลก ดังนั้น แน่นอนว่าผลกระทบจากสหรัฐ จะมีต่อไปประเทศต่างๆมาก ประเทศไทยเป็นแหล่งกำเนิดปัญหาในคราวต้มยำกุ้ง แต่ กระทบไปแค่ไม่กี่ประเทศในภูมิภาคนี้ แต่ สหรัฐ คงมีผลกระทบมากกว่าไทยหลายเท่าแน่ๆ


วิกฤติต้มยำกุ้ง ลักษณะปัญหา เป็น Inside-->Out เนื่องจากแหล่งกำเนิดปัญหาคือประเทศไทย แล้วขยายผลกระทบไปยังประเทศข้างเคียง เราจึงเจ็บตัวมากที่สุด แต่ประเทศใน ยุโรป อเมริกา ไกลๆจากเรา ไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติครั้งนี้ ทำให้ เกิดโอกาสในวิกฤติ ผู้ส่งออก มีความสามารถในการส่งออกมากขึ้น เพราะค่าแรงถูกลง เงินบาทอ่อนค่าลง ทำให้ การขายสินค้าทำได้ดีขึ้น เศรษฐกิจผงกหัวได้ในระยะเวลาไม่กี่ปี แม้บางธุรกิจจะล้มหายตายจากไป เกษตรกร แข็งแรงขึ้น จากมูลค่าการส่งออกที่สูงขึ้นจากค่าเงิน ทำให้ วิกฤติต้มยำกุ้ง มีทางออกให้กับประเทศไทยชัดเจน นั่นก็คือ การส่งออก

Hamburger Crisis นั้น เป็นแบบ Outside-->In และด้วยความใหญ่ของเศรษฐกิจสหรัฐ ผลกระทบจะลามไปทั่วโลก หากสหรัฐควบคุมไม่อยู่ ค่าเงินบาท เราอาจแข็งขึ้น การส่งออกอาจยากลำบากขึ้น จากสองปัจจัย คือ ความต้องการการบริโภคที่ลดลง และจากค่าเงินบาทของเราที่อาจจะแข็งขึ้น หากเกิดขึ้นจริง ผู้ส่งออก โดยเฉพาะผู้ส่งออกที่มีลูกค้าหลักใน สหรัฐ และ ในประเทศ ที่ได้ผลกระทบครั้งนี้ อาจถึงขั้นปิดตัวไปได้เลยครับ ผลกระทบนี้ ต่างจาก Inside-->Out ที่เรารู้ตัวทันที เจ็บปวดทันที ทุกคนรู้ว่าตัวเองอยู่ในวิกฤติ ทำให้ปฏิกริยาของคนไทยรุนแรงมากแต่พร้อมแก้ไขเพื่อความอยู่รอด แต่ Outside-->In มานิ่มๆ ไม่รู้ตัว เพราะเราไม่ได้เป็นคนป่วย เราจะอยู่ในวิกฤติหรือไม่ หาคนตอบได้ยากในตอนนี้ เชื่อว่ามีผลกระทบแน่ๆ หากเกิดขึ้นจริงๆ Outside-->In อันตรายกว่ามาก เพราะคนไทยยังไม่รู้ตัวว่าตัวเองอยู่ในวิกฤติหรือยัง?


ที่มา : http://www.thailandcruiser.com/forum/viewtopic.php?f=2&t=573&start=0&st=0&sk=t&sd=a

คำถามจากบทความ

1. Tom Yum Kung Crisis และ Hamburger Crisis เกิดจากสาเหตุเดียวกันคืออะไร ?

2. หลักการ "เงินต่อเงิน" คืออะไร ?

3. ข้อแตกต่างระหว่าง Tom Yum Kung Crisis กับ Hamburger Crisis คืออะไร ?

วันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจโลกในปี พศ. 2552

จัดทำบทความโดย
นางสาวศรัญญา ใจเจือธรรม เลขทะเบียน 4901108389

รายงานสถานการณ์เศรษฐกิจโลกในปี พศ. 2552

  • เจ้าหน้าที่ธนาคารโลกกล่าวว่า อัตราการโตทางเศรษฐกิจในประเทศกำลังพัฒนาจะชะลอตัวลงมากในปีหน้า ซึ่งเป็นผลมาจากวิกฤติการเงิน การส่งออกที่ชะลอตัวลง และราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ลดลง
  • รายงานของธนาคารโลกคาดว่า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจในประเทศกำลังพัฒนาจะลดลงเกือบสองเปอร์เซ็นต์จนถึงสี่เปอร์เซ็นต์ครึ่งในปีหน้า ในขณะที่เศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้วจะหดตัวลงราวๆ จุดหนึ่งเปอร์เซ็นต์ในปี 2009
  • ที่สหรัฐ ปัญหาสำคัญทางเศรษฐกิจเรื่องหนึ่งที่สว. Barack Obama ผู้ที่จะเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐคนต่อไป หารือกับประธานาธิบดีจอร์ช บุช ในการเยือนทำเนียบไว้ท์ เฮ้าส์ เมื่อวันจันทร์ คือการให้ความช่วยเหลือต่ออุตสาหกรรมรถยนต์ในอเมริกา บริษัท General Motors ผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ที่สุดในประเทศกล่าวในวันจันทร์เดียวกันนี้ว่า อาจจะไม่มีเงินสดสำหรับดำเนินกิจการต่อไปได้ภายในปีหน้า ราคาหุ้นของ GM ลดลงไปแล้ว 23% ขณะเดียวกันธนาคารกลางสหรัฐกำลังพยายามช่วยให้บริษัทบัตรเครดิต American Express ปรับเปลี่ยนกลายมาเป็นธนาคารพาณิชย์ เพื่อจะได้มีส่วนได้รับความช่วยเหลือจากแผนกู้วิกฤติการเงินมูลค่า 7 แสนล้านดอลล่าร์กับเขาได้ด้วย
  • อย่างไรก็ตาม ปัญหาสำคัญที่นักเศรษฐศาสตร์หลายรายเชื่อว่าเป็นสาเหตุต้นตอของวิกฤติการเงินครั้งนี้ คือ ปัญหาการซื้อบ้านและที่ดินในสหรัฐที่ผู้ซื้อไม่สามารถชำระเงินผ่อนส่งค่าบ้านได้อีกต่อไป และทำให้เกิดการขาดสภาพคล่องในระบบการเงิน ยังรอการแก้ไขอยู่ พร้อมกันนี้ จำนวนคนตกงานยังคงเพิ่มขึ้นต่อไปอีก เมื่อวันอังคาร บริษัทส่งผลิตภัณฑ์รายใหญ่ของเยอรมนี DHL ประกาศลดขอบข่ายงานในอเมริกาลง และจะตัดพนักงานออกราวๆ 9500 คน เฉพาะในปีที่แล้ว มีการลดตำแหน่งงานในอเมริกาลงไปแล้วมากกว่าหนึ่งล้านตำแหน่ง
  • ส่วนที่เอเชีย แม้รัฐบาลจีนจะประกาศในสัปดาห์ที่แล้วว่า จะอัดฉีดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจของตนอีกเกือบหกแสนล้านดอลล่าร์ เพื่อพยุงความต้องการสินค้าและบริการของผู้บริโภคภายใน ประเทศเอาไว้ ดัชนีราคาหุ้นในตลาดโลกโดยทั่วไปยังคงลดลงอยู่ต่อไป เพราะรายงานผลกำไรของบริษัทธุรกิจต่างๆยังไม่ดีขึ้น
  • ด้วยเหตุนี้ ในวันเสาร์ที่ 15 พฤศจิกายน ด้วยการกระตุ้นหนุนจากอังกฤษและฝรั่งเศส วอชิงตันจะเป็นเจ้าภาพจัดการประชุมสุดยอดทางการเงินของกลุ่ม 20 ประเทศ เพื่อหาทางกระตุ้นความต้องการทางเศรษฐกิจ ประเทศที่จะเข้าร่วมการประชุมสุดยอดดังกล่าวจะมีประเทศในยุโรปตะวันตก ในอเมริกาเหนือ รวมทั้ง ญี่ปุ่น จีน อินเดีย รัสเซีย บราซิล อาร์เจนทิน่า แอฟริกาใต้ ด้วย
  • นายกรัฐมนตรีกอร์ดอน บราวน์ของอังกฤษกล่าวจากกรุงลอนดอนว่า อยากจะเห็นความตกลงที่จะประสานงานกระตุ้นความต้องการทางเศรษฐกิจออกมาจากที่ประชุมครั้งนี้
  • นายกรัฐมนตรีของอังกฤษให้ความเห็นว่า การทำโครงการที่โน่นบ้างที่นี่บ้างจะไม่ก่อให้เกิดความแตกต่าง สิ่งที่จะต้องทำ คือประสานกลยุทธ์เข้าด้วยกันทั่วโลก ไม่ใช่ทำในประเทศเดียว และ C. Fred Bergsten ผู้อำนวยการสถาบันเศรษฐศาสตร์ระหว่างประเทศ Peterson ที่กรุงวอชิงตัน มีความหวังว่าที่ประชุมจะสามารถทำความตกลงกันได้ในเรื่องการประสานการดำเนินนโยบายการคลังระหว่างกันเพื่อกระตุ้นความต้องการและเศรษฐกิจโลก และให้ความเห็นเพิ่มเติมไว้ด้วยว่า เพราะจะต้องมีการแก้ไขปัญหาภาวะเศรษฐกิจโลกตกต่ำกันอย่างเร่งด่วน จึงเห็นว่าเรื่องการใช้นโยบายการคลังควรจะเป็นเรื่องแรกที่ที่ประชุมนี้พิจารณา

ที่มา : http://www.voanews.com/thai/2008-11-13-voa1.cfm

คำถาม

  1. ปัญหาสำคัญที่นักเศรษฐศาสตร์หลายรายเชื่อว่าเป็นสาเหตุต้นตอของวิกฤติการเงินครั้งนี้ คืออะไร?
  2. การจัดการประชุมสุดยอดทางการเงินของกลุ่ม 20 ประเทศ ที่จัดขึ้นในวันเสาร์ที่ 15 พฤศจิกายน 2551 มี วัตถุประสงค์เพื่ออะไร?
  3. ปัญหาสำคัญทางเศรษฐกิจเรื่องหนึ่งที่สว. Barack Obama ผู้ที่จะเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐคนต่อไป หารือกับประธานาธิบดีจอร์ช บุช ในการเยือนทำเนียบไว้ท์ เฮ้าส์ เมื่อวันจันทร์ คือเรื่องอะไร?

วันพุธที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2551

บริหารความเสี่ยงในธุรกิจยุคอี-คอมเมิร์ซ (e-Commerce)

จัดทำบทความโดย

นายวศิน ลี้หลบพาล เลขทะเบียน 4901108388

บริหารความเสี่ยงในธุรกิจยุคอี-คอมเมิร์ซ (e-Commerce)

ความสำเร็จในการประกอบธุรกิจอี-คอมเมิร์ซย่อมมีส่วนมาจากปัจจัยหลาย ๆ ประการ โดยปัจจัยที่สำคัญประการหนึ่งได้แก่ การบริหารความเสี่ยง เพราะการประกอบธุรกิจ e-Commerce เหมือนกับธุรกิจอื่น ๆ เช่นเดียวกัน และก็มีความเสี่ยงบางประการที่แตกต่างกัน ความเสี่ยงในธุรกิจ e-Commerce มีทั้งความเสี่ยงประเภทที่มีอยู่เดิม เช่นความเสี่ยงในการกำหนดแผนกลยุทธ์ทางธุรกิจ ความเสี่ยงในความปลอดภัยของระบบ เป็นต้น และมีความเสี่ยงประเภทที่อาจเกิดขึ้นใหม่ เช่น ความเสี่ยงในกฎหมายและกฎระเบียบที่ควบคุมความเสี่ยงในภาระภาษี ความเสี่ยงด้านเทคโนโลยีที่มีการเปลี่ยนแปลง

ความเสี่ยงทั้งหลายที่ควรระบุไว้ในแผนการบริหารความเสี่ยงต่อไปนี้ควรต้องได้รับการประเมินโอกาสที่จะเกิดความเสี่ยงขึ้น และความเสียหายต่อกิจการที่จะมีขึ้นด้วย การบริหารความเสี่ยงคือโอกาส หากมองผ่าน ๆ แล้วอาจเห็นว่าความเสี่ยงทั้งหลายที่ยกตัวอย่างเหล่านี้ล้วนเป็นข้อเสียต่อการประกอบธุรกิจ e-Commerce ทั้งสิ้น แต่หากได้พิจารณาจริง ๆ แล้วจะเห็นได้ว่าความเสี่ยงทั้งหลายเหล่านี้หมายถึงโอกาสของผู้ประกอบธุรกิจ การบริหารความเสี่ยงในการประกอบธุรกิจ e-Commerce อย่างมีประสิทธิภาพจึงถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ประกอบธุรกิจ e-Commerce สามารถลดความเสี่ยงลงได้ และทำให้มีโอกาสในการแข่งขันหรือการทำกำไรที่ดีเหนือกว่าคู่แข่งขันทางธุรกิจ ทั้งยังเป็นจุดเด่นที่สำคัญของธุรกิจที่สามารถนำมาใช้ในการเสนอธุรกิจของตนต่อผู้ร่วมลงทุนหรือพันธมิตรทางธุรกิจอีกด้วย

  • การวางแผนบริหารความเสี่ยง ในการบริหารความเสี่ยงในธุรกิจ e-Commerce ผู้ประกอบธุรกิจควรต้องจัดทำแผนการบริหารความเสี่ยงขึ้นโดยพิจารณาถึงความเสี่ยงที่สำคัญทั้งหลายที่มีอยู่ในธุรกิจ e-Commerce ของตน ซึ่งแผนดังกล่าวย่อมจะมีส่วนช่วยในการบริหารความเสี่ยงได้เป็นอย่างดี โดยช่วยลดความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น โอนความเสี่ยงในบางกรณี หลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่ไม่จำเป็น และวางแนวทางและวิธีการไว้ล่วงหน้าสำหรับการจัดการความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจริง
  • การกำหนดแผนกลยุทธ์ทางธุรกิจ การวางแผนกลยุทธ์ทางธุรกิจและความสามารถในการดำเนินการให้เป็นผลสำเร็จ ตามแผนกลยุทธ์ทางธุรกิจย่อมเป็นสิ่งสำคัญสำหรับความสำเร็จในธุรกิจ e-Commerce การกำหนดแผนกลยุทธ์ทางธุรกิจที่ผิดพลาดจึงย่อมเป็นความเสี่ยงที่อันตรายที่สุด ความเสี่ยงประเภทนี้ย่อมมีอยู่เสมอและไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ ผู้ประกอบธุรกิจจึงควรปรับปรุงแผนกลยุทธ์ทางธุรกิจ e-Commerce อย่างรอบคอบ
  • สภาพการแข่งขันในธุรกิจ คู่แข่งขันทางธุรกิจเป็นสิ่งสำคัญที่ส่งผลกระทบทำให้รายได้ของธุรกิจลดลง การเพิ่มจำนวนคู่แข่งขันทางธุรกิจที่มีศักยภาพย่อมทำให้ตลาดและการแข่งขันธุรกิจ e-Commerce ขยายตัว แต่ก็ทำให้เกิดการแข่งขันในด้านราคา พร้อมทั้งความคาดหวังของลูกค้าที่สูงขึ้น อันย่อมทำให้ธุรกิจต้องมีการปรับตัวอยู่เสมอ ในแผนกลยุทธ์ทางธุรกิจ e-Commerce และแผนการบริหารความเสี่ยงควรต้องประเมินสภาพการแข่งขันในธุรกิจอย่างละเอียดก่อนที่จะได้เริ่มดำเนินการ
  • ความปลอดภัยของระบบ ธุรกิจ e-Commerce และเว็บไซต์ที่ไม่มีความปลอดภัยของระบบย่อมทำให้ลูกค้าขาดความเชื่อถือและความเชื่อมั่นในการติดต่อทำการค้าขายหรือใช้บริการด้วย กรณีที่เว็บไซต์ถูกเจาะข้อมูลโดยแฮกเกอร์ (Hacker) และขโมยข้อมูลส่วนตัวของลูกค้านำไปโพสต์ไว้ในเว็บไซต์อื่นนั้นย่อมมีผลกระทบต่อธุรกิจ e-Commerce เจ้าของเว็บไซต์ดังกล่าวอย่างยิ่ง (จนอาจถึงกับทำให้กิจการต้องล้มไปเลย) ดังนั้น การว่าจ้างที่ปรึกษาภายนอกหรือจัดให้มีพนักงานที่มีความเชี่ยวชาญเพื่อรักษาความปลอดภัยของระบบในเว็บไซต์จึงเป็นสิ่งที่ควรกระทำ
  • เทคโนโลยี ความทันสมัยของเทคโนโลยี และความรวดเร็วของระบบย่อมมีผลต่อการใช้บริการของลูกค้า ในธุรกิจ e-Commerce ความเชี่ยวชาญของพนักงานในการใช้งานซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ของกิจการจึงย่อมมีความสำคัญ ซึ่งหมายถึงธุรกิจ e-Commerce ต้องจัดเตรียมงบประมาณในส่วนนี้ พร้อมทั้งจัดให้พนักงานที่เกี่ยวข้องได้รับการอบรมอยู่เสมอเพื่อให้มีความเชี่ยวชาญในการดูแลรักษาระบบให้มีประสิทธิภาพอยู่ตลอด
  • ชื่อเสียงทางธุรกิจ ชื่อเสียงทางธุรกิจของกิจการที่มีต่อลูกค้าและผู้ประกอบธุรกิจด้วยกันย่อมมีผลต่อความเชื่อถือของลูกค้าและผู้ประกอบธุรกิจอื่นที่มีต่อผู้ประกอบธุรกิจนั้น ๆ อย่างไรก็ตามความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงของกิจการธุรกิจ e-Commerce และเว็บไซต์ย่อมเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้อยู่ตลอดเวลา ธุรกิจ e-Commerce ควรต้องวางมาตรการ แนวทางและข้อห้ามข้อจำกัดภายในองค์กรเพื่อปฏิบัติอยู่เสมอเพื่อลดความเสี่ยงนี้
  • วัฒธรรมของผู้บริโภค ธุรกิจ e-Commerce และวัฒนธรรมของผู้บริโภคย่อมเป็นปัจจัยซึ่งกันและกัน โดยธุรกิจ e-Commerce มีส่วนทำให้วัฒนธรรมของผู้บริโภคเปลี่ยนแปลงไป ในขณะที่ธุรกิจ e-Commerce ก็มีหน้าที่ต้องปรับตัวตามวัฒนธรรมของผู้บริโภคและคาดการณ์ล่วงหน้าถึงเรื่องดังกล่าว การวิเคราะห์ข้อมูลและแนวโน้มของกิจการ ความคิดเห็นและข้อแนะนำของลูกค้าย่อมมีส่วนช่วยให้ธุรกิจ e-Commerce สามารถปรับเปลี่ยนและรองรับวัฒนธรรมของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา
  • ภาระภาษีและอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา แม้ว่าในปัจจุบัน (ปี พ.ศ. 2544) กรมสรรพากรของไทยยังไม่ได้เข้ามาตรวจสอบและวางมาตรการจัดเก็บภาษีในการซื้อขายและให้บริการผ่านอินเทอร์เน็ตอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย ผู้ซื้อย่อมต้องคำนึงถึงภาษีศุลกากรเสมอด้วย สำหรับการชำระราคาในธุรกิจ e-Commerce ที่มีเงินตราต่างประเทศมาเกี่ยวข้อง ผู้ประกอบธุรกิจ e-Commerce ต้องติดตามอัตราแลกเปลี่ยนเงินตราอยู่เสมอ เพื่อทำการปรับเปลี่ยนราคาสินค้าและบริการให้เหมาะสม
  • กฎหมายและกฎระเบียบควบคุม กฎหมายที่รองรับการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ย่อมช่วยทำให้ลูกค้าและผู้ประกอบธุรกิจ e-Commerce มีความมั่นใจในการทำธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์มากยิ่งขึ้น ซึ่งรวมถึงการคุ้มครองกรณีอื่น ๆ เช่น การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล การคุ้มครองชื่อโดเมนเนม (Domain Name) มิให้ถูกลอกเลียนโดยเหล่า Cybersquatters เป็นต้น อย่างไรก็ดี กฎหมายและกฎระเบียบต่าง ๆ อาจมีข้อกำหนดมากขึ้นในอนาคตและกระทบต่อการดำเนินธุรกิจ e-Commerce ได้ เช่น การออกใบอนุญาตสำหรับผู้รับรองลายมือชื่อทางอิเล็กทรอนิกส์หรือข้อกำหนดในเรื่องการโฆษณาในเว็บไซต์เพื่อคุ้มครองลูกค้าและผู้บริโภค เป็นต้น
  • ความเสี่ยงในการดำเนินการทางธุรกิจ ธุรกิจ e-Commerce ย่อมมีความเสี่ยงอันเนื่องมาจากดำเนินการทางธุรกิจเช่นกัน เช่น การดำเนินการผิดพลาดไม่เป็นไปตามแผนกลยุทธ์ทางธุรกิจ หรือไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ย่อมเกิดขึ้นได้จากสาเหตุหลาย ๆ ประการ ผู้ประกอบธุกิจ e-Commerce ควรวางมาตรการเพื่อค้นหาตรวจสอบและทำการแก้ไขสาเหตุเหล่านั้น
  • ทรัพยากรบุคคล (Human Resources) บุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญนับเป็นปัจจัยที่สำคัญในการดำเนินธุรกิจ e-Commerce ซึ่งในปัจจุบันต้องยอมรับว่าการหาบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญเหมาะสมกับความต้องการของธุรกิจ e-Commerce ไม่ใช่เรื่องที่ทำได้โดยง่าย การวางโครงการจัดหาและอบรมบุคลากรผู้เชี่ยวชาญ จึงเป็นเรื่องต้องทำอยู่อย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งการวางแผนรองรับกรณีขาดบุคลากรอย่างกระทันหัน

ที่มา : http://www.sme.go.th/cms/c/journal_articles/view_article_content?article_id=VC05-01-C09&article_version=1.0

คำถาม

  1. ปัจจัยที่สำคัญต่อความสำเร็จในการประกอบธุรกิจ e-Commerce คืออะไร ?
  2. การบริหารความเสี่ยงในการประกอบธุรกิจ e-Commerce มีประโยชน์อย่างไร ?
  3. ความเสี่ยงในธุรกิจ e-Commerce มีอะไรบ้าง ?