จัดทำบทความโดย
นายพีรวัฒน์ ผ่องพัฒน์ เลขทะเบียน 4901100055
คณะบริหารธุรกิจ สาขาการตลาด
จีนและอินเดียเป็นดาวรุ่ง และถ้ามองไกลต่อไปอีก 10 ปี (ค.ศ. 2015) จีนอาจกลายเป็นยักษ์ใหญ่ในเศรษฐกิจโลกโดยมีอินเดียตามมาติดๆ แล้วสหรัฐฯจะยืนอยู่ตรงไหน ? นาย Paul Craig Roberts นักวิชาการอาวุโสของ Hoover Institution บอกว่าสหรัฐฯกำลังก้าวลงบันไดกลายเป็น "ประเทศในโลกที่สาม" การแข่งขันรุกคืบของจีนและอินเดียหรือพูดรวมๆว่ายักษ์ใหญ่ของเอเชีย เป็นเรื่องที่ไม่มีใครปฏิเสธว่ารุดหน้ายิ่งขึ้นทุกวัน ทำให้คนอเมริกันจำนวนไม่น้อยไม่ค่อยสบายใจ เพราะมองว่ามีผลกระทบแรงต่อสหรัฐฯ ในช่วงห้าปีที่ผ่านมา การจ้างงานในภาคการผลิตของสหรัฐฯลดหายไปถึง 3 ล้านที่นั่ง และอีก 6 ล้านที่นั่งก็อาจจะหายไปในระยะ 10 ปีข้างหน้า ขณะนี้ตัวเลขที่สหรัฐฯขาดดุลการค้ากับจีนเพิ่มขึ้นปีละ 20 % ถ้าสถานการณ์ยังไม่เปลี่ยน ตัวเลขขาดดุลจะสูงถึงเลขหลักล้านล้านเหรียญฯในปี ค.ศ. 2015 นิตยสาร Business Week มีบทความเกี่ยวกับเศรษฐกิจสามเส้านี้ โดยมองแง่ดีว่าเศรษฐกิจโลกน่าจะอยู่ในช่วงเริ่มต้นของความเปลี่ยนแปลงที่จะพลิกรูปแบบการค้าในปัจจุบันอย่างไม่หวลกลับ และการที่จีนและอินเดียขึ้นบันไดเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจจะมีทั้งผลดีและผลเสียต่อสหรัฐฯ แต่รวมแล้วผลดีจะมากกว่า เพราะคนอเมริกันที่เป็นผู้บริโภคจะได้รับประโยชน์จากการที่มีสินค้าและบริการราคาถูกให้เลือกเต็มตลาด คนที่ถือหุ้นบริษัทข้ามชาติที่มีสถานะดีก็จะได้กำไรสูงขึ้น คนที่เป็นลูกจ้างในภาคธุรกิจส่งออกก็จะได้ประโยชน์เช่นกันเพราะทั้งจีนและอินเดียจะรวยขึ้นและบริโภคสินค้าและบริการสไตล์ตะวันตกมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ผลเสียก็จะตกหนักที่แรงงานระดับล่าง ผู้มีการศึกษาน้อย หรือมีความสามารถน้อยในการปรับตัวตามไม่ทันโลก แม้แต่คนอเมริกันที่เป็นแรงงานผู้ให้บริการในระดับสูง เช่น ช่างเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์และนักวิเคราะห์ด้านการเงิน ก็อาจจะได้รับผลกระทบด้วย เพราะยักษ์ใหญ่ของเอเชียก็มุ่งเป้าที่ธุรกิจซึ่งสหรัฐฯเป็นผู้นำอยู่ โดยเสนอสินค้าและบริการที่ราคาถูกเข้ามาแข่งขัน อย่างไรก็ตาม สหรัฐฯคงจะไม่ผลิตน้อยกว่าการบริโภคไปตลอดกาล ความเปลี่ยนแปลงทางดีในสหรัฐฯเริ่มจะตั้งเค้าให้เห็น จากการที่ตัวเลขขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ ลดลงในช่วง ไตรมาสที่สอง (เมษายน-มิถุนายน) ของปีนี้ ทำให้ GDP เติบโตประมาณ 1.6% นับว่าเป็นผลพวงจากการค้าที่ใหญ่ที่สุดที่ส่งผลต่อความเติบโตของเศรษฐกิจสหรัฐฯนับตั้งแต่ปี 1996 จีนและอินเดียจะบริโภคสินค้าและบริการจากสหรัฐฯและจากประเทศอื่นๆมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ เพราะมีกำลังซื้อมากขึ้นและจะปรับเปลี่ยนจากการดันเศรษฐกิจให้โตด้วยการส่งออก มาเป็น การตอบสนองความต้องการบริโภคในประเทศมากขึ้น รัฐบาลจีนจะใช้จ่ายเงินงบประมาณมากขึ้นในด้านการดูแลสุขภาพและที่อยู่อาศัยของประชาชน รวมทั้งสิ่งแวดล้อม และจ่ายน้อยลงในด้านการผลิตเหล็กและเคมีภัณฑ์ ปัจจุบัน จีนใช้งบประมาณในการดูแลสุขภาพของประชาชนเพียงหนึ่งในสามที่สหรัฐฯใช้จ่าย จึงยังจะต้องใช้จ่ายในด้านนี้อีกมาก ส่วนรัฐบาลอินเดียก็จะหันใช้จ่ายเงินในการแก้ไขปัญหาความยากจนมากขึ้น เท่ากับเป็นโอกาสใหม่ที่เปิดสำหรับสินค้าและบริการของสหรัฐฯ โอกาสดังกล่าวนี้ก็เริ่มจะปรากฏชัดขึ้นแล้วจีนกำลังพัฒนาประเทศให้ทันสมัย จึงมีความต้องการสินค้าไฮเทคที่สหรัฐฯครองตลาดอยู่มากขึ้น สินค้าไฮเทคมีสัดส่วนถึง 22 % ของมูลค่าที่สหรัฐฯส่งออกไปจีนเมื่อปีที่แล้ว ส่วนเกษตรกรอเมริกันก็เป็นฝ่ายที่ได้รับประโยชน์ที่ชัดเจนที่สุดกลุ่มหนึ่ง ในช่วงปี 2000-2004 การส่งออกสินค้าเกษตรของสหรัฐฯไปจีนเพิ่มขึ้นสามเท่าตัวถึงระดับ 5,500 ล้านเหรียญฯ การส่งออกไปอินเดียก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน นอกจากนี้วัฒนธรรมสหรัฐฯที่แทรกในสินค้าส่งออกอย่างเช่นภาพยนตร์และเพลง ก็ได้รับความนิยมอย่างสูงในจีนและอินเดีย ในด้านการเงินนั้น American Express Co. บริษัทยักษ์ใหญ่ของอเมริกัน ก็ตั้งเป้าหมายที่จะให้บริการขั้นสูงในหลายด้าน ตั้งแต่การจำนองอสังหาริมทรัพย์ไปจนถึงการวางแผนการเงินหลังเกษียณ แต่ขณะเดียวกันกับที่จีนและอินเดียสร้างโอกาสให้ สองประเทศนี้ก็สร้างผลกระทบไปพร้อมกันด้วย ตัวอย่างของบริษัทที่ปิดตัวลงเพราะแข่งขันสู้จีนและอินเดียไม่ได้นั้นมีอยู่มากมาย นักเศรษฐศาสตร์รายหนึ่งตั้งข้อสังเกตว่าสหรัฐฯจะได้รับประโยชน์อย่างมากจากการค้า หากสหรัฐฯและประเทศคู่ค้ามีความเชี่ยวชาญต่างสาขากัน ปัญหาก็คือจีนและอินเดียกำลังมุ่งพัฒนาในสาขาที่สหรัฐฯมีความเชี่ยวชาญอยู่แล้ว โดยเฉพาะสาขาไฮเทค จึงกลายเป็นว่าสหรัฐฯจะต้องแข่งขันกับสองยักษ์ใหญ่ของเอเชียในสาขาเหล่านี้ ประโยชน์ที่จะได้รับก็หดหาย และนักวิทยาศาสตร์ระดับนำของ IBM รายหนึ่งก็ตอกย้ำอีกว่า สถานการณ์อาจจะเลวร้ายไปกว่านั้นด้วย เพราะการศึกษาของเขามีผลสรุปว่าอุตสาหกรรม outsourcing ของประเทศที่ร่ำรวยอย่างสหรัฐฯอาจแพ้คู่แข่งจากประเทศที่ยากจนกว่าแต่กำลังตีกระเตื้องอย่างจีนและอินเดีย เขาเห็นว่าการพ่ายแพ้ของอุตสาหกรรมหนึ่งจะเป็นสิ่งดีสำหรับประเทศคู่ค้าและดีสำหรับสหรัฐฯด้วย ตราบเท่าที่ประเทศคู่ค้ามีระดับการพัฒนาต่ำกว่ามาก แต่ถ้าประเทศคู่ค้าพัฒนาเศรษฐกิจก้าวหน้าไปมากขึ้น ก็จะไม่ส่งผลดีต่อสหรัฐฯ ความเห็นนี้ยังเป็นความเห็นของคนกลุ่มน้อยอยู่ แต่ก็เริ่มส่อถึงความเป็นไปได้ แต่ทั้งสองรายนี้เห็นตรงกันว่า สหรัฐฯยังสามารถก้าวหน้าไปได้ หากสร้างสรรค์นวัตกรรมหรืออุตสาหกรรมใหม่ที่ทำให้สหรัฐฯเดินนำหน้าจีนและอินเดีย
ที่มา:http://www.ftawatch.org/news/view.php?id=5416
คำถามจากบทความ
1. เศรษฐกิจ สามเส้าหมายถึงประเทศใดบ้าง
2. ใครเป็นคนบอกกว่าสหรัฐฯกำลังก้าวลงบันไดเป็นประเทศในโลกที่สาม
3. สหรัฐฯจะขาดดุลสูงเกินเลขหลักล้านล้านเหรียญ ถ้าสถานะการณ์ยังไม่เปลี่ยนแปลงในปีใด
วันอังคารที่ 9 ธันวาคม พ.ศ. 2551
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)

5 ความคิดเห็น:
1.จีน อินเดีย สหรัฐ
2.Paul Craig Roberts นักวิชาการอาวุโสของHoover Institution
3.ค.ศ.2015
นางสาวพัชราภรณ์ ตั้งมนัสสุขุม
เลขทะเบียน48210375
ตอบคำถามโดย นางสาวปาณิสรา ธัญญวิกัย 48210412 คณะบัญชี
1.ประเทศจีน – อินเดีย – สหรัฐอเมริกา
2.นาย Paul Craig Roberts นักวิชาการอาวุโสของ Hoover Institution
3.ในปี ค.ศ. 2015
1.ประเทศจีน ประเทศอินเดีย ประเทศสหรัฐอเมริกา
2.นาย Paul Craig Roberts นักวิชาการอาวุโสของ Hoover Institution
3.ตัวเลขขาดดุลจะสูงถึงเลขหลักล้านล้านเหรียญฯในปี ค.ศ. 2015
นางสาวขนิษฐา ร้อยอำแพง
เลขทะเบียน4901102127
1. จีน อินเดีย และ สหรัฐ
2. นาย Paul Craig Roberts นักวิชาการอาวุโสของ Hoover Institution
3. ค.ศ.2015
นายอนุสรณ์ มหิทธาฤทธิกร เลขทะเบียน 5001103023
1. จีน อินเดีย สหรัฐ
2. Paul Craig Roberts นักวิชาการอาวูโสของ Hoover Institution
3. ค.ศ.2015
นางสาว มัตติกา กันทะ
4901100597
แสดงความคิดเห็น